Julley เลห์ ลาดักห์ ( Leh Ladakh )
ทิเบตน้อยดินแดนภารตะ – สถานที่ที่ควรไปสักครั้งก่อนตาย

|

เลห์ ลาดักห์ (Leh Ladakh) ตั้งอยู่ตอนเหนือของประเทศอินเดีย อยู่ติดกับประเทศจีนและประเทศปากีสถาน หน้าตาและวัฒนธรรมการเป็นอยู่จะเหมือนชาวทิเบต ความสวยงามของธรรมชาติหลักล้านที่หาที่ไหนไม่ได้ ทั้งวิวเทือกเขาหิมาลัย ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย และความน่ารักของคนที่เลห์ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เราประทับใจและจะไม่มีวันลืม 🙂

ขอเกริ่นก่อนว่า Leh Ladakh เป็นสถานที่ที่เราจดไว้ใน List ว่าชีวิตนี้ก่อนตาย เราจะต้องไปเหยียบที่นี่ให้ได้ และวันนี้ชั้นในวัย 27 ก็ทำความฝันสำเร็จ กับการไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกในชีวิต ที่ Leh Ladakh แต่!! การไปเที่ยวครั้งนี้เราใช้เวลาตัดสินใจค่อนข้างนานมาก เพราะ เลห์ ลาดักห์ เป็นเมืองที่อยู่ค่อนข้างสูง จากการที่เราอ่านรีวิวมาค่อนข้างเยอะ พบว่าหลายๆคนเจอปัญหา ภาวะแพ้ที่สูง เพราะเลห์อยู่เหนือระดับน้ำทะเล ประมาณ 3,500-5,500 เมตร แต่!!! มีเหรอที่เราจะกลัว ก็กลัวแหละแต่สู้ค่ะ 55555 (เลข 5 มีน้ำตาซ่อนอยู่ของจริงนะจ้ะ)

วันนี้เราจะมารีวิว 9 วัน 7 คืน ที่ เลห์ ลาดักห์ ในช่วงปลายหน้าหนาว
เดือนเมษายน 2566 ในงบเพียง 35,000 บาท

โดยทริปนี้เราไปกันทั้ง หมด 7 คน ผู้ชาย 4 คน ผู้หญิง 3 คน
ทุกคนพร้อมมาผจญภัยภัยด้วยกันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้ว ไปกันเลย!

|

Day 0 : Bangkok – Delhi

07 Apr 2023

วันแรกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ด้วยสายการบิน Indigo (สายการบินของอินเดีย) พวกเราต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุววรณภูมิค่ะ เพื่อจะนั่งไปลงที่เมืองนิวเดลี ด้วยความได้ตั๋วมาไม่แพงมาก เราเลยต้องรอเปลี่ยนไฟท์ 15 ชั่วโมง ด้วยความพวกเราอยากประหยัดกัน ก็นอนรอที่สนามบินไปเลยจ้า ประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมเลือน ปวดไปทั้งคอบ่าไหล่ร้าวมายันก้นกบ!

หลังจากนั่งๆนอนๆรอที่สนามบินครบ 15 ชั่วโมง เวลาแห่งสวรรค์ก็มาถึง เราสามารถเช็คอินและเข้าไปรอด้านใน และรอขึ้นเครื่องไปเลห์ ลาดักห์กัน


Day 01: Arrive Leh

08 Apr 2023

หลังจากขึ้นเครื่องพวกเราก็หลับปุ๋ยกันเลย เพราะเหนื่อยจากการนั่งๆนอนๆในสนามบินมา แต่เสียงลือเสียงเล่าอ้างมาบอกว่า ให้นั่งเครื่องบินฝั่งซ้ายมื เมื่อไรที่เราเห็นวิวเทือกเขาสีขาว เป็นสัญญาณบอกว่าเราว่าใกล้ถึงเลห์แล้ว จากนิวเดลีย์มาเลห์ ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงแล้ว และความโชคดีของพวกเราก็คือพวกเราถึงเลห์ก่อนเวลากำหนดค่ะทุกคน

ใครอยากเห็นวิวสวยๆแบบนี้ให้จองที่นั่งฝั่งซ้ายหน้าสุด ไม่ก็หลังสุดนะ
สนามบินเลห์ลาดักห์ IXL (Kushok Bakula Rimpochee Airport)

หลังจากที่พวกเราถึงสนามบินเลห์แล้ว ฮืออากาศหนาวมากๆๆๆเหมือนที่นี่ไม่ใช่อินเดียเลยค่ะทุกคน ยืนรอไม่นานก็มีไกด์ คุณสเเตนซิน เป็นคนพื้นเมืองที่เราดีลไว้จาก คุณแซม เพจ Mountain View Trek Ladakh มารับไปส่งที่โรงแรม Hotel Holiday Ladakh ที่เราจะอยู่ค้างที่นี่กันยาวๆ หลังจากนั้นก็มีเวลาถ่ายรูป นอนพักผ่อนประมาณ 2-3 ชั่วโมง และคอยย้ำเตือนทุกคนว่าเราไม่ควรวิ่งโลดโผนมากนัก ค่อยๆเดิน หายใจลึกๆช้าๆ และไม่ควรดูดบุหรี่ เพื่อให้ร่างกายเราได้ปรับสมดุลกับการกดอากาศค่ะ หลังจากพักผ่อนแล้ว ไกด์ก็จะมารับเราไปเที่ยวเลห์กันค่ะ

ที่พัก Hotel Holiday Ladakh
บรรยากาศหน้าที่พัก
อาหารมือแรกที่เลห์ เป็นอาหารไทย ทั้งหมดนี้เพียง 800 รูปีค่ะ

ประมาณบ่าย 3 โมง ไกด์เราก็เข้ามารับไปเที่ยววัดและตลาดในตัวเมืองเลห์กัน เราจะยังไม่ไปที่สูงมาก เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้ชิน ไม่งั้นร่างกายจะรับไม่ไหว

โลเคชั่นแรกที่เราได้ไปเที่ยวกันก็คือวัดค่ะ วัดนี้มีชื่อว่า Shanti Stupa หรือเจดีย์สันติภาพ เจดีย์สีขาวที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ถ้ามองมาจากด้านล่างในตัวเมืองเลห์จะเห็นเจดีย์นี้มาแต่ไกล จะมองว่าพวกเราประทับใจกับวัดนี้มากๆเพราะวิวมันจึ้งมากค่ะ แทบจะเห็นวิวแบบ 360 องศาเลย ปล.อากาศหนาวและตอนขึ้นวัดเหนื่อยมากๆค่ะ ห้ามวิ่งเด็ดขาดค่ะ!!

ต่อมา เรามากันที่ Leh Palace หรือ พระราชวังเลห์ เป็นพระราชวังที่อยู่ใจกลางเมืองเลห์ ขึ้นมาบนนี้จะเห็นเลห์แบบ 360 องศาเลยค่ะ ที่นี่มีถึง 9 ชั้น พวกเราเดินขึ้นกันแบบใจจะขาด 555 เพราะเหนื่อยมากๆ อย่างเรา เราเดิน 3 ชั้นก็เหนื่อยแล้ว แต่เพื่อนๆผู้ชายเดินกันขึ้นไปถึงชั้นบนสุดเลยค่ะ ในแต่ละชั้นก็จะเป็นที่พักของกษัตรืย์ ชั้นล่างจะเป็นที่เก็บของ และปัจจุบันชั้นล่างในทำเป็นห้อง นิทรรศการแสดงภาพถ่ายสถานที่สำคัญต่างๆค่ะ

คนไทยจ่ายค่าเข้าเท่าคนอินเดียเลยค่ะ ประมาณคนละ 30 รูปีเท่านั้น

โลเคชั่นสุดท้ายที่เราจะมากันวันนี้ก็คือ ตลาด Leh Market พอมาถึงไกด์จะมีเวลาให้เราเดินเล่นกันยาวๆเลย แต่ด้วยความที่เรามาถึงค่อนข้างเย็นแล้ววันนี้เราเลยมีเวลาเดินแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆได้

Leh Market จะคล้ายๆกับถนนคนเดินบ้านเรา อากาศเย็นค่อนไปทางหนาว เห็นวิวภูเขาเรียงราย มีเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ให้เราซื้อเป็นของฝากด้วยค่ะ มีร้านอาหารพื้นเมืองและอาหารฝรั่งให้เราเลือกทาน บอกเลยว่าพ่อค้าแม่ค้าที่นี่พูดภาษาไทยได้ด้วยนะ อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยมาเที่ยวที่นี่เยอะมากๆค่ะ

หลังจากเดินเล่นตลาดเสร็จ ไกด์ก็จะมารับพวกเรากลับที่พัก นอนพักผ่อนกันค่ะ อากาศที่เลห์ตอนกลางคืนหนาวมากๆๆๆ กอไก่ล้านตัวเลย แบบติด -3 ถึง -6 เลยค่ะ


Day 02: Leh – Local Sightseeing

09 Apr 2023

วันที่ 2 ที่เลห์!! วันนี้หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ เราจะไปเที่ยววัดกันยาวๆเลยค่ะ ให้ความรู้สึกไหว้พระ 9 วัด อิอิ

วัดแรกของวันนี้ก็คือ Shey Palace เป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเขา พวกเราจะต้องเดินขึ้นทางลาดขึ้นไป บอกเลยว่าเหนื่อยมากๆ หายใจไม่ค่อนทันค่ะ เดิน 5 ก้าว พัก 5 นาที กว่าจะเดินถึงข้างบนเหนื่อยใจได้เลยค่ะ ภายในวัดจะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่มหึมา ให้เรากราบไกว้ ต้องยอมรับจริงๆว่าพระพุทธรูปที่เลห์สวยงามมากๆค่ะ

วัด Shey Palace เป็นวัดที่เราชอบมากๆเพราะ วิวที่นี่คือสวยมากๆ ด้านหน้าจะมีทะเลสาปเล็กๆ มีนกเป็ดน้ำว่ายน้ำชิลๆ วิวภูเขาสวยจนต้องขยี้ตาว่าที่นี่คืออินเดียจริงๆหรือเปล่า ถ้าลงรูปแล้วไม่บอกว่าอยู่อินเดียหลายๆคนทักมาบอกว่าคิดว่าอยู่สวิตเซอร์แลนไม่ก็ญี่ปุ่นเลยนะเนี่ย 5555

มาต่อกันที่วัด Thiksey Monastery วัดที่ผู้สร้างจำลองมาจาก โปตาลา ที่ธิเบต เป็นอีกวันที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า พระศรีอารยะเมตรัย ถือเป็นพระที่องค์ใหญ่ที่สุดในเลห์ลาดักห์เลยก็ว่าได้

วัด Thiksey Monastery มีความสูงถึง 12 ชั้น!! เล่นทำพวกเราหอบกันอีกแล้วค่ะ

และวัดสุดท้ายของพวกเราในวันนี้ก็คือ Hemis Monastery วัดที่หน้าตาคล้ายวัดเส้าหลิน (คิดเอง) เพราะมีลานกว้างด้านในวัด ใหญ่กว่าวัดอื่นๆ

Hemis Monastery เป็นวัดธิเบตนิกายหมวกแดง ทีมีอายุถึง 450 ปี ถือเป็นวัดเก่าแก่ของเลห์ลาดักห์เลยก็ว่าได้ค่ะ ที่วัดจะมีวัตถุโบราณเยอะแยะมากมาย ตั้งแต่ยุคสงคราม ด้วยความที่วัดอยู่ห่างไกล จึงสามารถเก็บวัตถุโบราณและคงความสวยงามมาจนถึงปัจจุบันค่ะ

จบวันของวันนี้เราก็ไปเดินเล่นหาของกินกันที่ ตลาด Leh Market กันเหมือนเดิมค่ะ


Day 03: Leh to Nubra Valley 125 km ( 5hrs drive )

10 Apr 2023

มาต่อกันวันที่ 3 วันนี้จะเป็นวันที่พวกเราต้องนั่งรถอย่างยาวนานถึง 5 ชั่วโมง (125 กิโลเมตร) ถือว่าเป็น 5 ชั่วโมงที่ยาวนานมาก เพราะเส้นทางค่อนข้างคดเคี้ยว เพื่อไปยัง Nubra Valley

Nubra Valley ตั้งอยู่บนทางตอนเหนือของเลห์ลาดักห์ อยู่ระหว่างเทือกเขาคาราโครัมและเทือกเขาหิมาลัย และความพีคของวันนี้คือเราจะขับผ่าน Khardung La Pass ถนนที่สูงที่สุดในโลก สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,359 เมตร (18,380 ฟุต)

วันนี้ถือเป็นที่พวกเราใช้เสื้อกันหนาวกันแบบคุ้มค่า เพราะอากาศหนาวมากๆ และออกซิเจนค่อนข้างจะเบาบางมากๆค่ะ แถมกลิ่นควันรถก็ค่อนข้างเยอะด้วย เพื่อนเราบางคนไม่ไหว ต้องกลับขึ้นไปรอบนรถก่อนเลย

ทุกคนอาจจะไม่เชื่อว่าที่ Nubra Valley มีจุดพีคอีกอย่างก็คือ ที่นี่มีทะเลทราย ฟังไม่ผิดค่ะ วันนี้เรามีกิจกรรมที่ถือว่าใครมาถึง Nubra Valley แล้ว ถ้าไม่มาที่นี่คือเหมือนมาไม่ถึง ก็คือการขี่อูฐนั่นเอง อากาศคือหนาวมากๆๆๆ แต่วิวที่เราเห็นคือหลักล้านมากๆค่ะทุกคน ถือเป็นประสบการณ์การขี่อูฐครั้งแรกแถมได้วิวจึ้ง ถือว่า 10 เต็ม 10 เลย

แถมที่นี่ยังมีกิจกรรมให้อื่นๆให้เพื่อนๆเลือกทำอีกเยอะมาก และพวกเราก็ได้ยิงธนูกันด้วยค่ะ ติดใจกันยกใหญ่ ยิงกันไปคนละหลายตาเลย

พักทานเกี๊ยวข้างทาง ร้านนี้คืออร่อยมากๆๆ คนที่ไม่ชอบเครื่องเทศแบบเราคือทานได้ค่ะ

จบวันของวันนี้เราได้เข้าพักที่ Grand Nubra Hotel โรงแรมของคุณแซม เพจ Mountain View Trek Ladakh นั่นเองค่ะ


Day 04: Turtuk Village

11 Apr 2023

เช้าวัดถัดมาวันนี้เราจะไปเที่ยว หมู่บ้าน Turtuk กันค่ะ ที่นี่เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของปากีสถาน จนกระทั่งสงครามในปี 1971 กองทัพอินเดียเข้ายึดหมู่บ้าน และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเลห์ลาดักห์จนถึงปัจจุบันค่ะ

หมู่บ้าน Turtuk เป็นประตูสู่เทือกเขาหิมาลัย และขึ้นชื่อเรื่องผลไม้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะแอปริคอตค่ะ มีสินค้าเกี่ยวกับแอปริคอตขายหลากหลายชนิดมาก เรานี่ซื้อกลับมาเป็นของฝากเยอะมากๆค่ะ (แต่ราคาก็แพงเอาเรื่องนะ)

ถ้าพูดถึงวิวระหว่างทางไปหมู่บ้าน เราว่าสวยและแปลกตามากๆ แม่น้ำที่ไหลผ่านเป็นสีฟ้า ราวกับใส่สีลงไป แต่!!!!!!! มีสิ่งที่อยากมาเตือนเลยกโซนนี้ฝุ่นเยอะมากๆค่ะทุกคน จนเพื่อนเราเลือดกำเดาไหล และจมูกทุกคนแสบสั่งน้ำมูกออกมามีเลือดออกกันทุกคน 5555 แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะหุหุ

หมู่บ้าน Turtuk จุดเด่นของที่นี่เลยก็คือต้น แอปริคอต ที่มองเผลินๆก็คือต้นซากุระดีๆนี่เอง ถ่ายรูปออกมาก็ฟิล ญี่ปุ่นเลยค่ะทุกคน น่ารักมั่กๆ

ในหมู่บ้าน Turtuk มีพิพิธภัณฑ์ ให้เราเข้าชมด้วยนะ จะเป็นการเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านในยุคก่อนๆ ว่าเขาอยู่กันอย่างไร เราได้ชมทุกพิพิธภัณฑ์เลย เพราะไหนๆก็มาแล้ว คนที่นี่จะยังใช้ชีวิตแบบพื้นเมืองอยู่ เลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผักต้นไม้ เราว่าเป็นหมู่บ้านที่น่ารักมากๆ

หนาวจนมือแตกมีอยู่จริงเเด้อ

Day 05: Nubra Valley to Pangong Lake

12 Apr 2023

และวันนี้ก็มาถึง พวกเราต้องตื่นกันเช้ามากๆๆ เพราะต้องรถไปไกล เราออกจากที่พักที่ Nubra valley กันตั้งแต่ 8 โมงเช้า เพื่อเดินทางไป Pangong Lake โดยเส้นทางที่พวกเราไปวันนี้คือ ถนน Shayok ซึ่งเป็นเส้นทางใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้

Pangong Lake ทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก!!! ตั้งอยู่ที่ความสูง 4,267 เมตร (14,000 ฟุต) เป็นแอ่งน้ำแคบยาวของการระบายน้ำภายในแผ่นดิน จุดที่กว้างที่สุดประมาณหกถึงเจ็ดกิโลเมตรและยาวกว่า 130 กิโลเมตร แบ่งโดยพรมแดนระหว่างประเทศระหว่างอินเดียและจีนนั่นเองค่ะ

การเดินทางครั้งนี้ยาวนานอีกแล้ว บอกเลยว่าก้นทุกคนไม่มีความรู้สึกแล้วค่ะ 55555 และด้วยความที่อากาศหนาวมากๆ และมีแต่ฝุ่น เพื่อนเราหลายคนเลือดออกจมูกกันอีกแล้ว T^T สั่งน้ำมูกออกมามีเลือดจนชิน

วิวห้องน้ำข้างทางที่พวกเราแวะพักกัน

ใครๆหลายคนมักบอกว่า เราอย่ามัวแต่โฟกัสจุดหมายปลายทาง จนลืมชมความสวยงามระหว่างทาง ซึ่งมันจริงมากๆค่ะ พวกเราแวะหยุดถ่ายรูปกันบ่อยมาก ไม่ถึงจุดหมายปลายทางสักที

วิวจากร้านอาหารข้างทาง สวยจนต้องแชะรูปไว้เลย
แวะถ่ายรูปกันอีกแล้ว
เจอกลุ่มไบท์เกอร์ตลอดทาง ขี่มอเตอร์ไซวิบากกันเก่งมากๆ เพราะทางค่อนข้างยากเลยทีเดียว
แชะภาพให้คุณสเเตนซินและคุณบูบู้ไกด์ประจำตัวเราซะหน่อย

และสิ่งที่พวกเรารู้สึกเสียดายและพลาดมากๆก็คือ พวกเราตั้งใจจะมาเจอน้องมาร์มอช (Marmot) แต่ไม่ได้เจอค่ะ เพราะอากาศยังหนาวอยู่ พวกมันจำศีลกันยาวๆ แงแงเสียใจมากๆๆ

ที่อาศัยของ Marmot

จะบอกว่าที่เลห์ลาดักห์ช่วงนี้การก่อสร้างเยอะมากๆค่ะ เพราะเขากำลังสร้างถนน และสร้างการคมนาคมใหม่ เชื่อว่าในอีกไม่กี่ปี การเดินทางจะสะดวกกว่านี้มากๆค่ะ

เจอการก่อสร้าง ทำถนนตลอดทาง ฝุ่นเยอะมากๆค่ะ

เมื่อรถขับมาถึงตรงนี้แดสงว่าเรากำลังจะถึง Pangong Lake แล้วค่ะ ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แต่หนาวและลมแรงมากๆ

กระโดดกันเก่งมาก ทั้งๆที่เหนื่อยแทยตาย5555

ในที่สุดพวกเราก็มาถึงแล้ว Pangong Lake ด้วยความที่พวกเราแวะถ่ายรูปกันหลายจุด และเจอการก่อสร้างถนนอีก ทำให้มาถึงก็เกือบเย็นแล้ว และอยากจะบอกทุกคนว่า ลมแรงและหนาวมากๆๆๆ ตั้งแต่มาเลห์ลาดักห์ เราไม่เคยรู้สึกหนาวจนทรมานเท่าวันนี้มาก่อนค่ะ

แต่ด้วยความที่วิวมันอลังการขนาดนี้ พวกเราสู้ค่ะ!!

การมาที่นี่เราอยากให้ทุกคนเตรียมตัวมาให้พร้อม ถุงร้อน เสื้อกันหนาว ถุงมือ ถุงเท้า หรืออะไรก็ได้ที่ช่วยเราให้รอดตายจากสถานการณ์นี้ได้ เพราะอากาศติด -10 ถึง -15 บวกกับลมแรงจากทะเลสาบ ฮือๆๆ ความสวยมันน่ากลัวจริงๆๆ

มา Pangong Lake แล้วไม่ถ่ายรูปมุมนี้ เหมือนมาไม่ถึงนะ

และนี่คือที่พักของเราในคืนนี้ค่ะ หนาวไม่ไหวแล้ววจ้าา

ขนาดเราเตรียมมาครบนะ ก็คือนอนแทบไม่ได้เลยค่ะ นอนร้องไห้ทั้งคืน รู้ตัวอีกทีก็ 6 โมงเช้าแล้ว เก็บกระเป๋ารีบไปจิบชาร้อนๆที่ห้องอาหารเลยค่าา ไม่ไหวแล้วหนาวมากก

เพื่อนเราบางคนนอนไม่ไหว ก็ออกไปถ่ายรูปดาว ตอนกลางคืน สวนจนน้ำตาไหลมีอยู่จริง

Day 06: Pangong Lake to Leh (145 kms / 5 hrs)

13 Apr 2023

ตื่นเช้ามาก็แวะมาแชะรูปหน้าที่พักกันก่อนกลับเลห์ หนาวมากๆเลยค่ะใส่เสื้อทับกันหลายตัวจนกลายเป็นไอหมีอ้วน ฮือๆไปแล้ว บ๊ายบายนะ แล้วเจอกันใหม่ Pangong Lake

ขากลับพวกเราก็ยังแวะถ่ายรูปกันเรื่อยๆ แถมยังเจอกลุ่มคนไทยหลายกลุ่มมากๆ เลยถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อย

และนี่คือห้องน้ำที่สูงและหนาวที่สุดในชีวิตที่พวกเราเคยเข้าค่ะ555 (ส่วนสภาพข้างในอย่าให้พูดถึงเลย)

หลังจากนั้นพวกเราก็นั่งรถยาวๆ 145 กิโล ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง เพื่อกลับไปที่ที่พักที่เลห์ ที่พวกเราฝากกระเป๋าไว้ พอถึงที่พักแล้วก็หลับปุ๋ยกันทุกคนเลยค่ะ เนื่องจากเพลียกันมากๆๆ วันนี้ไม่มีอะไรมาก ถือว่าพักผ่อนจากการนั่งรถมานาน


Day 07: Leh – Lamayuru – Alchi

14 Apr 2023

วันนี้เป็นวันที่เราจะเที่ยวในเลห์ต่ออีก 1 วัน ถือว่าเก็บตกที่เที่ยวที่เหลือในเลห์ที่พวกเรายังไม่ได้ไป นั่นก็คือ Moonland & Lamayuru Monastery และ Sangam view point มุมประชาชนที่ต้องมาถ่ายรูปเลย จะเป็นจุดบรรจบของสองแม่น้ำ Indus และ zanskar และ Magnetic Hill ถนนที่ควรแวะมาทำ content ถ่ายรูปบนรถกันแบบเก๋ๆ ค่ะ

Sangam view point

Moonland & Lamayuru Monastery

Magnetic Hill มุมนี้อย่าลืมมาถ่ายรูปกันนะทุกคน


Day 08: Depart Leh

15 Apr 2023

และแล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่พวกเราต้องบินกลับ โดยวันนี้พวกเราจะบินจากเลห์ ไป เดลีย์ ใช้เวลาบิน เพียง 1 ชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเดลีย์แล้วค่ะ

แต่!! ทริปยังไม่สิ้นสุด เพราะพวกเราต้องรอต่อเครื่องกลับกรุงเทพ ถึง 19 ชั่วโมง พวกเราเลยเลือกที่จะหาโรงแรมใกล้ๆสนามบิน เพื่อนอนพักผ่อนกันก่อน ไม่สามารถไปนอนรอที่สนามบินแบบวันแรกได้แล้ว ฮือๆๆ ลาก่อนนะเลห์ลาดักห์

ส่งท้าย

ก่อนจากกันวันนี้ เราบอกเลยว่าการมาเที่ยว เลห์ ลาดักห์ (Leh Ladakh) ในครั้งนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆ พวกเรากำเงินมาเพียงคนละไม่เกิน 35,000 บาท แต่สิ่งที่พวกเราได้กลับมามีทั้งประสบการณ์มันส์ๆในอินเดียและเลห์ ไปเจอธรรมชาติที่เราหาที่ไหนไม่ได้ มิตรภาพจากคนที่เลห์ค่ะ

หากทุกคนคิดว่าดูรูปภาพนั้นสวยแล้ว อยากจะบอกของจริงสวยกว่าในรูปล้านเท่าเลยนะ ใครต่อใครมักถามเราว่า ทำไมถึงเลือกไปเที่ยวอินเดีย? เงินเท่านี้ไปประเทศอื่นก็ได้? แต่เราพูดไว้ตรงนี้เลยว่าเราคิดไม่ผิดค่ะที่มาเที่ยวเลห์ เราอยากให้ทุกคนลองออกจากเซฟโซน มาเที่ยวที่ใหม่ๆ เจอประสบการณ์ชีวิตใหม่ มันสนุกสุดเหวี่ยงไปเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสเราจะกลับไปเที่ยวอีกแน่นอน

เลห์ ลาดักห์ ไว้เจอกันอีกนะ!


สิ่งที่ควรรู้ก่อนไป เลห์ ลาดักห์ (Leh Ladakh)

1. ภาวะแพ้ที่สูง (High altitude sickness)

  • อากาศจะบางมากกว่าปกติ
  • ออกซิเจนจะไม่ค่อยมี
  • เหนื่อยง่ายหายใจลำบาก เลือดอาจจะข้นกว่าคนปกติ
  • เวียนหัวคลื่นไส้

เนื่องจากมีความอันตราย เราควรเตรียมตัวเองให้พร้อมโดยการ ไปปรึกษาแพทย์เพื่อขอ ยา Diamox ตัวยาจริงๆจะไว้ใช้รักษาโรคต้อหิน ช่วยเพิ่มออกซิเจนคือ การหายใจให้เร็วขึ้น ทำให้ได้ออกซิเจนมากขึ้น การกินยา diamox จะทำให้ร่างกายหายใจเร็วขึ้น กระตุ้นการหายใจโดยตรง และการทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายจะได้หายใจเร็วขึ้นเพื่อขับกรดออกไป แต่ มันมีผลข้างเคียงจ้า !!!!!!!!!

  • มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
  • อาการชาหรือรู้สึกเป็นเหน็บที่ปลายมือปลายเท้า
  • ผื่นขึ้น

ทุกคนนึกภาพออกไหม การเดินทางในอินเดีย ป่าเขา ธรรมชาติ ทะเลทราย ห้องน้ำมันก็หายากเนอะ เจอห้องน้ำที่ไหนแนะนำให้รีบเข้าค่ะ ไม่งั้นได้แวะปัสสาวะข้างทางแน่นอน

2. ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

ที่ เลห์ ลาดักห์ (Leh Ladakh) ไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้เลย เพราะไม่มีสัญญาณนั่นเองค่ะ และเราได้ดูรีวิวมาแล้วว่า โรงแรมเกือบทุกโรงแรมมี Wifi แต่!!!! สัญญาณมันไม่ค่อยดีค่ะทุกคน เหมือนมาตามลม 555555 ดีบ้างไม่ดีบ้าง

ทริกที่อยากจะแนะนำทุกคนเลยก็คือ ซื้อซิม…. แบบรายเดือนหรืออะไรก็ได้ แล้วแชร์เน็ตค่ะ เพราะมันเร็วมากกกก จะอัปโหลดรูป หรือดูหนัง ชิลลลล

3. ซื้อประกันเดินทาง

เนื่องจากเราเดินทางไปต่างประเทศควรซื้อประกันการเดินทาง และประกันสุขภาพเผื่อกันไว้ด้วยน้า

4. ชุดกันหนาว อาหารแห้ง ยาสามัญประจำบ้าน

อากาศที่เลห์หนาวมากๆๆ บางวันติด -15 และลมแรงมากๆ อย่างน้อยควรเตรียมชุดกันหนาว ถุงร้อน ถุงมือ ถุงเท้าหนาๆ หมวกไหมพรมเตรียมมาไว้ 1 ชุด

ส่วนใครที่ทานอาหารอินเดียหรือรู้ตัวว่าไม่ชอบกลิ่นเครื่องเทศ ให้พกอาหารแห้งมาไว้เยอะๆๆ มาม่าเอย น้ำพริกเอย พกมาให้หมดค่ะ

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ ยาสามาัญประจำบ้าน เช่น ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาแก้เมารถ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

5. ใช้ชีวิตบนรถ ประมาณ 60 %

โหลดเพลงแบบ offline ติดโทรศัพท์ไว้ แล้วขอไกด์เปิดตอนเดินทาง หรือใครสายดูหนังก็โหลด Netflix ไว้ดูแก้เบื่อ หรือใครจะพกหนังสือไปอ่านก็ได้ แต่ระวังอ้วกจ้า

สรุปค่าใช้จ่าย

  • ค่าตั๋วเครื่องบินสายการบิน Indigo 15,000+ บาท (ไทย-เดลีย์-เลห์ และ เลห์-เดลีย์-ไทย)
  • Pocket money ส่วนตัว (เราแลกเงินไป 5,000 บาท ประมาณ 10,000+ รูปี)
  • ค่าไกด์ท้องถิ่นคนละ 370 ดอลล่า (ประมาณ 13,000 บาท ปล. ยิ่งมาเยอะยิ่งถูกนะ)
    ราคานี้รวม รวมที่พัก+คนขับรถ+ไกด์+อาหารเช้าเย็น
    – ที่พักแบบพักคู่ / เดี่ยว / สามคน ตามกำหนดการเดินทาง
    – บริการรับส่งสนามบิน ทั้งขาไปกลับ ที่เลห์ (รถตู้)
    – อาหารเช้าและเย็น
    – คนขับรถ + ไกด์
    – ถังออกซิเจน เลนในอนุญาตสำหรับ nubra pangong Transport Tempo travel No of room 3 double 1 single Leh: Hotel Orintal Ladakh & holiday Ladakh Similar Nubra : grand nubra similar Pangong : tso camp & Buddha camp Similar
  • วีซ่าอินเดีย 1 เดือน 1,300 อันนี้เราจ้างทำ (ถ้าทำเอง 900 บาท)
  • ค่าประกันการเดินทาง+สุขภาพ 500 บาท
  • ค่ายา diamox + ฉีดยากันบาดทะยัก ประมาณ 300 บาท ที่คลินิกท่องเที่ยว
  • ค่า tip คนขับรถ และไกด์ แล้วแต่เราจะให้ ส่วนตัวหารกัน 7 คน

Follow us for more interesting content!

ฝากถึงพี่น้อง แฟนๆ ที่เคารพรักทุกท่าน ฝากติดตามข่าวสารงานอีเว้นท์กับ Zipevent ในช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ตามนี้เลย จิ้มๆ

Comments

comments

Author

No Music, No Life