Category

Event Guidelines

Category

สิ่งที่ยังคงเวิร์คมาถึงทุกวันนี้เวลามีงานอีเว้นท์เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานคอนเสิร์ต งานเอ็กซ์โป งานมาร์เก็ต หรืองานเวิร์คช็อปจากบริษัทต่างๆ ก็คือ การขายของที่ระลึกหน้างานนั่นเอง เป็นธรรมดาอยู่แล้วเมื่อเราอินหรือชื่นชอบอะไรมากๆ เราก็มักจะเป็นบ้าเป็นหลัง ขวนขวายสินค้า ของที่ระลึก เหล่านั้นมาครอบครองให้ได้ จะแพงแค่นไหนชั้นก็จะยอมมมมมมมมม !

Event Guidelines

เข้าสู่ช่วงต้นปี ถ้าอีเว้นท์ที่น่าสนใจที่สุด ขอยกให้เป็นเทศกาล SXSW งานอัพเดตเทรนด์ระดับโลกจัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความโด่งดังมาก

Event Guidelines

แน่นอนอยู่แล้วว่าหลายๆ ร้านต้องมีเพจ Facebook เพื่ออัพเดทข่าวสารอยู่แล้วถูกมั้ยล่ะ ? หลังๆ มานี้ เราเห็นความโดดเด่นของการตอบสนองของแอดมินเพจ (Admin) ต่างๆ ทั้งสนุกสนาน ตลก มีเอกลักษณ์ และฉลาดในการตอบ ทำให้เป็นที่ฮือฮาของคนในโลกโซเชียล แถมยังช่วยให้ร้านค้าหรือแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ถึงยังไงความเหมาะสมและถูกต้องก็ต้องมาก่อน

MICE หรือที่เราเรียกว่า Business Event จะมีความแตกต่างจาก Event ธรรมดา ตรงที่นอกจากจะมีเรื่องของ Production อยู่ด้วยแล้ว Business Event ก็จะรวม Ecosystem ของการทำธุรกิจไว้ด้วย คนที่เข้ามาร่วมงานอีเว้นท์งานหนึ่ง ก็จะสนใจเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ เฉพาะเจาะจงไป เหมือนมีคอลัมภ์สิ่งที่ตัวเองสนใจอยู่แล้ว MICE ย่อมาจาก Meetings, Incentive Travel, Conventions, Exhibitions (หรือบางครั้ง C หมายถึง Conferencing และ E หมายถึง Events) ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุมบริษัทข้ามชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ ตัวอย่างงานที่เห็นไดัชัดเลยคือ Creative Talk Conference 2019 หรือ CTC 2019 ที่ผ่านมา มุมมองของภาครัฐต่อ Business Event การที่เราสนับสนุน MICE หมายถึงว่าเราจะเน้นเจาะเป็นเชิง B2B ที่มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน มารวมตัวกัน โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะมี 2 ส่วนด้วยกันคือ 1. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เรื่องของการสร้างรายได้ การกระจายรายได้ในอุตสาหกรรม ตั้งแต่ผู้จัดงาน สถานที่จัดประชุม ซัพพลายเชนทั้งหลาย และอื่นๆ 2. ผลกระทบด้านองค์ความรู้ สิ่งที่มาแชร์กัน จุดสำคัญๆ หรือเทรนด์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น อันนี้คือเสน่ห์ของ MICE ซึ่งสามารถอยู่ในรูปแบบของการจัดประชุมได้ หรือถ้าเป็นแบรนด์ต่างๆ ก็เช่น เทรนด์ใหม่ๆ หรือการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ การจัดแสดงสินค้า การเจรจาซื้อขายด้วย ส่วนของผู้สนับสนุน ในแง่ของการสร้างรายได้ ประเทศไทยสร้างรายได้จาก MICE แสนกว่าล้านบาทในเฉพาะส่วนของต่างชาติเข้ามาในไทยเท่านั้น จุดแข็งของประเทศไทย คือความเป็นไทย เช่น อาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์ที่ดีจากการมาเยือนประเทศไทย อุตสาหกรรม MICE ช่วยให้อุตสาหกรรมอื่นๆ เติบโตขึ้น สิ่งที่ควรเติมเต็มสำหรับประเทศไทยเพื่ออุตสาหกรรม MICE คือ ประเทศไทยควรจะต้องมีการสร้างตัวตนให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น ในการเลือกเป็นปลายทางของการจัด MICE ทำให้ผู้จัดงานเข้าใจผู้มาร่วมงานอีเว้นท์อีกด้วย หน้าที่ของประเทศไทยคือ ทำ User Journey ให้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง ด้านผู้จัดงาน สิ่งที่เปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดของ Busines Event คือ สื่อออนไลน์ จากเมื่อก่อนผู้มางานอีเว้นท์ต้องออกมางานอีเว้นท์เท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้มาอีเว้นท์ไม่ต้องออกมางานอีเว้นท์ข้างนอกก็ได้ สามารถรับชมได้ผ่านสื่อออนไลน์ที่บ้านได้อยู่ดี ทำอย่างไรที่จะดึงคนเหล่านั้นออกมาให้ได้ แต่สุดท้ายอีเว้นท์ยังเป็นอีเว้นท์อยู่ดี ถึงแม้เราจะสามารถรับชมที่ไหนก็ได้ ผ่านสื่อออนไลน์ แต่ยังไงแล้วความเป็นมนุษย์ เราก็ต้องออกมาพบเจอผู้คนอยู่ดี แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่จะทำให้ MICE หรือ อีเว้นท์อยู่ได้คือตัว Content หัวใจสำคัญที่สุดของการทำ Content คือ การรู้ว่าตัวตนของเราคืออะไร แล้วเราจึงจะส่งมอบสิ่งที่มีประโยชน์ให้กับคนที่รับฟัง หรือผู้ที่มาอีเว้นท์ เนื้อหาจะถูกเน้นไปที่ความถนัด หรือความเชี่ยวชาญ เทคนิคอีกอย่างหนึ่งคือ การซาวน์เช็คเสียงจากผู้ที่จะมาร่วมอีเว้นท์ก่อนได้ ทำให้เข้าใจและนำเสนอเนื้อหาได้ตรงใจคนมางาน ไม่ว่าจะเป็นการดึง Speaker มาพูดได้ เป็นต้น นอกเหนือจากการทำแบบสอบถามหลังงานอีเว้นท์ ที่สำคัญอีกอย่างไม่แพ้กัน การออกแบบ User Journey…

Event Guidelines

ก่อนที่จะเกิดงานอีเว้นท์ขึ้นมาได้ การเตรียมความพร้อมถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ บางงานอีเว้นท์ก็มีการวางแผนกันมาหลายเดือน หรือบางงานแทบจะเป็นปีเลยด้วยซ้ำ เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นหน้างานได้ ซึ่ง ปัญหาหน้างาน ที่เราพูดถึงก็สามารถเป็นได้ทั้งเรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ เลยนะ

Event Guidelines

พื้นที่ของคนขี้เกียจได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะทำอะไร ทุกๆ อย่างมันช่างอำนวยความสะดวกให้เราเสียจริง เพียงแค่กระดิกนิ้ว ก็ได้ทุกอย่างตามต้องการแล้ว ซึ่งอย่างที่หลายๆ คนคงรู้กันดีว่า เราได้เข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดอย่าง officially การซื้อขายผ่านออนไลน์ก็เติบโตขึ้นอย่างมาก ทำให้แบรนด์ดังระดับโลกต่างๆ เริ่มหันมาใส่ใจการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นหลายๆ แอปพลิเคชันจึงได้พัฒนาเพื่อสนองความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึง ‘อินสตาแกรม’ ด้วย…

เอาใจผู้จัดงานอีเว้นท์มือใหม่ทุกท่านที่อาจจะยังไม่มีไอเดียในการเลือกสถานที่จัดงาน หรือยังไม่แน่ใจว่าทำเลไหนที่จะสามารถดึงดูดให้คนมางานเยอะๆ ได้บ้าง Zipevent มี 5 สถานที่จัดงานอีเว้นท์ ในย่าน กทม. ที่เราอยากแนะนำให้เหล่าออกาไนเซอร์ได้ลองเก็บไว้พิจารณาดูนะ

แต่งบูธ Event Guidelines

ว่ากันว่าการจัดบูธในงานอีเว้นท์สิ่งที่จะดึงลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าหรือเข้ามาคุยกับบูธของเรามากที่สุด คงหนีไม่พ้นการ แต่งบูธ ให้น่าสนใจ วันนี้ Zipevent เลยมี 3 เทคนิค พร้อมทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งจะหัดตกแต่งบูธมาฝากกัน

ตู้คีออส Event Guidelines

Kiosk (ตู้คีออส) เครื่องให้บริการอัตโนมัติ ที่ช่วยทำให้ชีวิตสะดวกและง่ายขึ้นด้วยระบบเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใครๆ ก็สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ได้ ฟังก์ชันของตัวเครื่องนั้นประกอบไปด้วย ระบบหน้าจอสัมผัส สัญญาณ Wifi และลูกเล่นต่างๆ มากมายที่ผู้ติดตั้งสามารถออกแบบตัวระบบได้ตามต้องการ

ปัจจุบันเทคโนโลยี 4G เป็นสิ่งที่ทุกคนขาดไม่ได้แล้ว ในฐานะผู้จัดงานก็อาจจะงงว่าเกี่ยวข้องอะไร เพราะหลักๆ ก็จะใช้สัญญาไวไฟอยู่แล้ว เนื่องจากสัญญาณของ 4G ที่ยังไม่เสถียร หรือมีความเร็วแรงไม่พอที่จะรับมือกับระบบลงทะเบียน หรือระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานอีเว้นท์ได้ เรียกง่ายๆ ว่าผู้จัดอีเว้นท์ยังไม่ไว้ใจนั่นเอง ซึ่งในส่วนนี้ Zipevent ได้เล็งเห็นว่า เทคโนโลยีใหม่ 5G จะเข้ามาทำให้ระบบต่างๆ ในงานอีเว้นท์สะดวกขึ้น และไร้สายมากขึ้น 5G event แล้ว 5G คืออะไร          5G คือ Generation 5 หรือรุ่นที่ 5 ของการสื่อสารที่อนาคตจะไม่ใช่แค่มือถือแล้ว แต่เป็นอุปกรณ์ทุกชนิดที่เชื่อมอินเตอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT) ว่ากันว่าถ้าเราใช้ 4G ดูวิดีโอออนไลน์ (ขนาด 8K) หรือดาวน์โหลดหนังต้องรอ 6 นาที แต่ถ้ามี 5G ใช้เวลาแค่ 6 วินาที ซึ่งทางเราก็ได้แสดงให้เห็นอย่างเข้าใจง่ายๆ ว่าความแตกต่างของแต่ละ Generation เป็นอย่างไร ต่างกันยังไงบ้าง 5 ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง 5G และ 4G 1. ตอบสนองไวกว่า ถ้าเราใช้ 4G สั่งงานควบคุมสิ่งต่างๆ ความเร็วจะอยู่ที่ 20 – 30 ms (Milli-second คือ 1:1,000 วินาที) แต่ถ้าใช้ 5G จะเร็วขึ้น 10 เท่า โดยสามารถสั่งงาน IoT หรือสมาร์ทดีไวซ์ได้เร็วถึง 3-4 ms 2. รับส่งข้อมูลได้มากกว่า 4G ถ้า 4G รับส่งข้อมูลต่อเดือนได้แค่ 7.2 Exabytes 5G จะทำให้เรารับส่งข้อมูลได้เพิ่มขึ้น  7 เท่า คือ 50 Exabytes ต่อเดือน 3. มีความถี่สำหรับใช้งานมากกว่า ตอนใช้ 4G มีให้ใช้ถึงแค่ 3GHz แต่ถ้าเป็น 5G เราใช้งานคลื่นความถี่ได้ถึง 30GHz เลยทีเดียว 4. รองรับการใช้งานในแต่ละพื้นที่ได้มากกว่า ถ้า 4G รองรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. 5G จะรับได้ 10 เท่าคือรับได้ 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. 5. ถ่ายโอนข้อมูลต่อวินาทีได้เยอะกว่า ถ้า 4G โอนข้อมูลเข้าเครื่องได้อยู่ที่ 1 GB ต่อวินาที 5G จะทำได้ถึง 20 GB ต่อวินาทีหรือ 20 เท่าของ 4G…