ในปัจจุบัน มีงานอีเว้นท์ผุดขึ้นมาแทบจะทุกวันให้เราได้ไปเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นงานด้านวิชาการมีสาระอย่าง งานเวิร์คช็อป งานประชุมสัมนา งานเอ็กซ์โป หรือจะเป็นงานบันเทิงเน้นความสนุกและความเพลิดเพลิน อย่างงาน มาร์เก็ต (Food & Drink) ตามลานกิจกรรม งานนิทรรศการศิลปะและงานคอนเสิร์ต เป็นต้น ซึ่งแต่ละประเภทงานก็ต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบ สไตล์งาน และปัจจัยต่างๆ งานอีเว้นท์

ซึ่ง 1 ในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นที่ต้องการของหลายๆ งานอีเว้นท์ ก็คงไม่พ้น กลุ่มเด็กรุ่นใหม่หรือเด็ก Generation ใหม่ นั่นเอง

การแข่งขันในการที่จะทำให้ตัวงานออกไปสู่สายตากลุ่มเป้าหมายก็ถือเป็นสิ่งแรกๆ ที่เหล่าผู้จัดงาน (Organizer) ควรโฟกัสและใส่ใจ เพราะถ้าไม่มีคนเข้าร่วม งานนั้นจะจัดขึ้นมาทำไม ถูกมั้ยล่ะ ? ยกตัวอย่างเช่นบางงานอีเว้นท์ที่ภายนอกดูเป็นทางการ จริงจัง เครียด และดูไม่น่าสนุก ก็อาจจะไม่สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น หรือเด็กวัยใหม่ๆ ให้ไปเข้าร่วมได้ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว กิจกรรมภายในงานอาจจะเหมาะกับพวกเขาเหล่านั้นมากๆ ด้วยซ้ำ (ถอนหายใจเฮือกใหญ่)


3 หัวข้อหลักที่ต้องใส่ใจ งานอีเว้นท์

Recruiting

ทีมงานที่จัดงานอีเว้นท์อยู่ในช่วงอายุไหนกัน ? ถ้าไม่ได้เป็นวัยรุ่นก็อาจจะยากในการเข้าใจถึงความต้องการของคนวัยเดียวกัน

Nothing in it for them

กิจกรรม เนื้อหา คอนเทนต์ที่จะเกิดขึ้นภายในงาน อาจทำให้กลุ่มเด็กวัยรุ่นรู้สึกว่าไม่ได้เหมาะกับตัวเอง ไม่ได้จำเป็นจะต้องไปเท่าไหร่

Marketing

การโปรโมท ประชาสัมพันธ์ น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน อย่างเรื่องการวางแพลนต่างๆ ถ้าผู้จัดวาง Position ของตัวงานได้เหมาะสม ถูกต้อง ก็จะทำให้การวางแผนในด้านอื่นๆ สำเร็จตามไปด้วย

ถ้าผู้จัดมีปัญหาตามลิสต์เหล่านี้ล่ะก็ ควรเริ่มต้นจากการหาทีมงานในช่วงอายุต่ำกว่า 35 ได้เลย เพราะพวกเขาเหล่านั้น แน่นอนว่าต้องมีไอเดียหรือความคิดที่อาจจะจุดประกายอะไรใหม่ๆ หรือมีเทรนด์ความนิยมต่างๆ ที่เรายังไม่รู้ ซึ่ง ความสด และ ความใหม่ นั้น มักจะพาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากอะไรเดิมๆ เสมอ

แล้วจะดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้นให้มางานอีเว้นท์ของเราได้ยังไงล่ะ ?

Brand

ภาพลักษณ์ของแบรนด์เราเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นคอนเซ็ปต์ ดีไซน์ โลโก้ เว็บไซต์ และโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ถือว่ามีส่วนหมดเลยนะ ถ้าสไตล์และรูปแบบของแบรนด์ยังเก่าและไม่ทันสมัย ก็อาจจะยากหน่อยที่จะดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้นเข้ามา

Tone

เปลี่ยนสไตล์การสื่อสารให้ไม่เป็นทางการจนเกินไป เหล่าคนรุ่นใหม่มักจะคุ้นเคยกับการสื่อสารแบบเป็นกันเอง ไม่ต้องซีเรียสมากนัก ถ้าคำเชิญชวนหรือคอนเทนต์ของงานมีการใช้คำและประโยคที่น่าเบื่อ เรียบง่ายหรือไม่น่าดึงดูด ก็เตรียมพร้อมรับมือกับความเคว้างคว้างในงานได้เลย

Emoji

หลังจากเปลี่ยนสไตล์การสื่อสารแล้ว ลองลงดีเทลลึกไปกว่านั้นโดยการใส่พวก Emoji ไว้ในโพสต์ของโซเชียลมีเดียต่างๆ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรืออาจจะดูไม่โปร แต่อยากให้จำไว้ว่า 78% ของผู้หญิงที่ใช้โซเชียลมีเดียมักจะใช้ Emoji เวลาพิมพ์ข้อความต่างๆ เสมอ แถมช่วงอายุยังอยู่ที่ 25-29 ปีด้วยนะ (ใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายเลยใช่มั้ยล่ะ?)

Lingo

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือการใช้ภาษานี่แหละ การใช้ศัพท์วัยรุ่นก็เป็นเรื่องดีที่อาจจะเข้าถึงคนกลุ่มนั้นได้ง่ายขึ้น แต่อีกมุมนึงก็ต้องระวังอย่าใช้ฟุ่มเฟือยจนมากเกินไป เหมือนกับคนที่ใช้ไม่เป็นแต่พยายามจะใช้ให้เป็นนั่นแหละ ซึ่งก็อาจจะทำให้คนอ่านมองบนได้

Be there

แน่นอนว่าถ้าอยากดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นล่ะก็ โซเชียลมีเดียถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากๆ แต่แอพพลิเคชั่นไหนล่ะที่ควรโฟกัส ? ตามสถิติแล้ว 48% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีอายุระหว่าง 30-34 ปีใช้ Facebook เป็นประจำ ผิดกับเหล่าวัย 25-29 ปีที่จะใช้ Instagram มากกว่า เพราะฉะนั้นการทำรีเสิชเกี่ยวกับตัวช่องทางการสื่อสารก็ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน พยายามเอาตัวเองไปอยู่ให้ถูกที่ก็จะช่วยได้เยอะ

Conversation

เริ่มสื่อสาร! เมื่อรู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ในช่องทางไหน เราก็สามารถที่จะเริ่มส่งข้อความไปหาพวกเขาเหล่านั้นได้เลย ถ้าเอาให้ดีไปกว่านั้นอย่าพยายามสื่อสารทางเดียว พยายามให้คนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับเราด้วย ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ กิจกรรม ต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเหล่านั้นสนใจในเรื่องอะไรบ้าง

Hire

จริงๆ การที่เราหาข้อมูลตามอินเทอร์เน็ตต่างๆ ก็เป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น อย่างไรก็ตามการจ้างคนที่จะเข้าใจกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างแน่ชัดน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะการที่ได้รับฟังความคิดเห็นและความรู้สึกของคนในวัยนี้จริงๆ น่าจะเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

Influence

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่ากลุ่มคนวัยนี้มักจะทำอะไรตามคนใกล้ตัวเสมอ เพื่อนบอกอะไรก็มักจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเชื่อการโฆษณาผ่านสื่อทั่วๆ ไปอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการอ่านรีวิวตามโพสต์ของคนรู้จักก็มีส่วนช่วยในการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้เช่นกัน นอกจากนั้นยังดูน่าเชื่อถือมากกว่าอีกด้วย

Engagement

การสร้างกิจกรรมที่ทำให้คนเข้างานได้ร่วมเล่นหรือสร้างประสบการณ์ก็ถือว่าสำคัญนะ แต่ก่อนงานอีเว้นท์ส่วนมากจะเป็นการออกบูธของบริษัทต่างๆ ให้คนเดินดู พูดคุยเล็กน้อย แล้วก็ผ่านไป ซึ่งในความเป็นจริงการจัดให้ตัวงานเป็นในรูปแบบนี้นั้นจะทำให้คนเข้างานสนุกและประทับใจในการมาร่วมงานมากขึ้น


การจะดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้มางานอีเว้นท์ของเรานั้นไม่ใช่แค่การคิดคำโฆษณาคูลๆ เจ๋งๆ เผยแพร่ออกไปแล้วก็จบแค่นั้น แต่ผู้จัดต้องลงดีเทลให้ลึกในทุกองค์ประกอบและทุกปัจจัย ตั้งแต่เข้าใจ Insight ของพวกเขา ว่าพวกเขาต้องการอะไร ชอบอะไร สนใจในสิ่งไหนกันแน่

Comments

comments

Author

You only live once